ความปลอดภัยในความอันตรายของกัญชา

Last updated: 2020-04-28  |  530 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ความปลอดภัยในความอันตรายของกัญชา

ความปลอดภัยในความอันตรายของกัญชา

ใกล้แล้วกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย เรามาดูในอเมริกากันหน่อย
ในรัฐโคโลราโดที่ให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์ตั้งแต่ปี 2009
และเปิดกว้างเพื่อความเพลิดเพลินในปี 2014


หมายความว่า ใครจะใช้ก็ได้เช่นเดียวกันกับในอัมสเตอร์ดัม
ที่มีคาเฟ่กัญชากันทั่วเมืองคล้ายกับร้านกาแฟหอมๆ ในบ้านเรา


แน่นอนว่าพอเปิดเสรีก็มีการใช้กัญชามากขึ้น
พอมีการใช้มากขึ้นก็เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น
จนส่งผลให้เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น อาจเพราะความไม่คุ้นกับการใช้บ้าง
ส่งผลให้ตื่นตระหนกเวลารู้สึกถึงผลข้างเคียง
มีประเทศที่เปิดกว้างเช่นนี้อีกหลายประเทศ เช่น แคนาดา อุรุกวัย และสเปน


แต่ที่นำรัฐโคโลราโดขึ้นมาพูดเพราะล่าสุดได้ออกบทการศึกษาแบบย้อนหลัง
(Retrospective study) เพื่อที่จะดูว่าหลังจากกัญชาถูกกฎหมายแล้วมีผลยังไง
กับการมาใช้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล UCHealth
ขนาดเทียบๆ กับโรงพยาบาลจังหวัดขนาดใหญ่ในประเทศเรา
และมีการรับคนไข้มาใช้บริการห้องฉุกเฉินมากกว่าหนึ่งแสนคนต่อปี
ได้มีการค้นหาประวัติคนไข้ที่เข้ารับการรักษาเพราะว่าผลจากการใช้กัญชา
และเปรียบเทียบการใช้ระหว่างสูบและกินระหว่างปี 2012 ถึง 2016
เป็นเวลา 5 ปีด้วยกัน
พบว่ามีการเข้าใช้บริการห้องฉุกเฉินเพราะผลของกัญชา
เมื่อเทียบกับก่อนจะถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า


โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างสูบและกิน
พบว่า 10% ของคนที่มาโรงพยาบาลใช้วิธี กิน
แต่ยอดการขายของกัญชาที่ใช้กินนั้นแค่ 0.32% ของทั้งหมดเท่านั้นเอง
แปลว่าแบบกินทำคนมาห้องฉุกเฉินเยอะอยู่นะ
แต่กลับกันในคนที่สูบนั้นจะถูกแอดมิตจากห้องฉุกเฉินมาก  
โดยมากถึง 33% เมื่อเทียบกับแบบกินที่แค่ 19% ถูกแอดมิต ที่เหลือกลับบ้านได้


นอกจากนั้น คนที่สูบกัญชาจะใช้เวลาพักฟื้นในห้องฉุกเฉินเฉลี่ย 3 ชั่วโมง
มากกว่าแบบกิน ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ความแตกต่างนี้มองว่ามาจากผลข้างเคียงที่มากกว่าและต่างกันของการสูบ
เมื่อเทียบกับแบบกิน ปัญหาฟังดูแล้วส่วนมากจะอยู่กับปัญหาทางเดินอาหาร
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการแอดมิตห้องฉุกเฉิน
โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียนเรื้อรัง (cannabinoid hyperemesis syndrome) และผลข้างเคียงนี้มักจะเกิดขึ้นในผู้ใช้กัญชาประจำ
และก็บังเอิญจะมักใช้โดยการสูบนั่นเอง
คนที่มาห้องฉุกเฉิน และเป็นผลข้างเคียงนี้จึงเป็นคนที่ใช้กัญชาแบบสูบ
มากกว่าแบบกินถึงสองเท่า


ส่วนอาการที่เหลือพบมากกว่าในแบบกิน เช่น มึนเมา (48% vs 28%)
ประสาทหลอน (18% vs 11%) หัวใจเต้นเร็ว ความดันตก (8% vs 3%)
เมื่อเทียบกับสูบ อย่าเพิ่งสับสนนะ
สรุปคือคนใช้กัญชาแบบกินมีโอกาสจะมาห้องฉุกเฉินเยอะกว่า
เพราะผลข้างเคียงเบาๆ
แต่คนที่ใช้แบบสูบที่มักจะเป็นคนใช้บ่อยมาเป็นเวลานาน
พออาเจียนไม่หยุด ดื่มน้ำไม่ไหวก็จะมีโอกาสถูกแอดมิตจากห้องฉุกเฉินมากกว่า


ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ กัญชาเหมือนกันแต่ต่างกันแค่กินหรือสูบเองนะ
นั่นก็เพราะว่าวิธีการซึมเข้าเลือดมันต่างกัน
โดยแบบสูบ ระดับกัญชาในเลือดจะขึ้นสูงเร็ว และสมองจะรู้สึกทันที
จะได้ความรู้สึกปรี๊ดปร๊าด เพราะระดับจะขึ้นสูงสุดภายใน 15-30 นาที
ซึ่งทำให้ติดงอมแงมได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับกินซึ่งกว่าจะถูกซึมซับ
จากลำไส้ไปยังเลือดซึ่งใช้เวลานานกว่าเยอะ  
ในแต่ละคนการซึมเข้าเลือดก็ต่างกันไปอีก


และไปเกี่ยวว่ากินอย่างอื่นมาก่อนรึเปล่า จึงยิ่งกะยากเพราะถ้ากินของมันๆ
เช่น ขาหมู ของทอดต่างๆ ไปพร้อม หรือในระยะเวลาใกล้กับกินกัญชา
จะทำให้กัญชาซึมเข้าไปในเลือดได้ดีกว่า ส่วนกว่าระดับในเลือดจะได้ที่ก็ 2-3 ชั่วโมง
จึงทำให้คนที่อยากได้ความรู้สึกของการใช้กัญชากะไม่ถูกว่าต้องกินเท่าไหร่
ผ่านไปสักพักไม่ค่อยรู้สึกก็เลยกินเพิ่มไปอีก
สุดท้ายสะสมแล้วฤทธิ์มันก็ออกมาทีเดียว เลยหนัก


หนำซ้ำการกินนั้นร่างกายจะกำจัดมันออกได้ช้ากว่าเพราะระดับมันเพิ่มช้าก็ลดช้า
ยิ่งหลายคนหน้าใหม่ไม่รู้ถึงข้อนี้ กินบราวนี่ กินคุกกี้ผสมกัญชาไปไม่เมา
ก็กินต่อเรื่อย สุดท้ายพอมันเยอะแล้วออกฤทธิ์ซ้อนๆ กันก็มึนเมามาก
จึงมาจบที่โรงพยาบาล


สิ่งที่กล่าวมานี้สำคัญมากเพราะการใช้กัญชาในโลกนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นสำหรับเฮฮา หรือทางการแพทย์ก็ตาม
ทั้งหมอทั้งประชาชนต้องตระหนักถึงวิธีใช้และเข้าใจมันจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
แพทย์เองก็ต้องศึกษาและคอยติดตามข้อมูลและวิจัย
เกี่ยวกับกัญชาที่ทยอยออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอย่างการใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องทำให้อาเจียนเรื้อรัง
ก็เพิ่งมีอธิบายออกมาได้ เมื่อปี 2001 นี่เอง


นอกจากนั้นการตีกันกับยาแผนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น THC
มันไปเพิ่มฤทธิ์วารฟารินทำให้เลือดไหลง่ายขึ้น
เพราะมันถือว่าเป็นยาใหม่ของแพทย์แผนปัจจุบัน
โดยเฉพาะถ้าใช้กับกลุ่มคนไข้ที่มีโรคเยอะแยะ กินยาอยู่เยอะแยะ
ต้องระวังเป็นพิเศษ


ฟังดูน่ากลัวเหมือนกัน ใช่แล้ว น่ากลัวถ้าไม่เข้าใจมัน
แต่ในการศึกษาที่พูดถึงนี่ดู 5 ปี มีคนเข้าห้องฉุกเฉินเกือบ 10,000 คน
แต่คัดออกมาร่วมในการศึกษา 2,567 คน เยอะอยู่ที่เข้าโรงพยาบาลเพราะกัญชา
แต่ไม่มีใครตายเลยนะ ไม่เหมือนยาเสพติดอื่นๆ


หมอก็มีเพื่อนอยู่คนนึง วันดีคืนดีเห็นบราวนี่ใครวางอยู่ก็ตะกละ ดันอร่อยเกินอีก
กินหมดเท่านั้นละสักพักมึนทำอะไรไม่ได้เลย
แต่สุดท้ายก็ยังเต็มร้อยปกติดีจนถึงตอนนี้
พ่อแม่ใครอ่านก็เตือนลูกด้วยว่า อย่าซ่า
เราทุกคนต้องยอมรับว่าสมัยนี้เด็กๆ มันชอบลองผิดลองถูกกันเยอะ
เตือนไว้ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่การชี้โพรงนะ...


ทางสายกลางดีที่สุด ใครแข็งแรง ไม่มีโรคหัวใจหนักหนา
จะลองผิดลองถูกก็ตามใจ แต่ถือว่าเตือนแล้วนะว่าเริ่มแรกน้อยที่สุด
ไม่งั้นเสียเงินเข้าโรงพยาบาลเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
ด้วยความเป็นห่วงครับ

.
.

"หมอดื้อ"
https:// www.thairath.co.th/news/ society/1560391

 ..........

***คุณสามารถติดตามองค์ความรู้เรื่องกัญชาไทยทางการแพทย์
โดยทีมคณะแพทย์ผู้ปรารถนาดีต่อทุกคน ได้ที่

                                   

กัญชาไทยทางการแพทย์ (Medicinal Thai Cannabis)

Powered by MakeWebEasy.com